Monday, March 24, 2008

ขอความช่วยเหลือให้แก่ เด็กหญิงศิริพร กิจประสงค์

พอดีอ่านเจอจากเมล์ที่เพื่อนส่งมาให้ครับ ใครพอช่วยได้ ช่วยเหลือกันนะครับ คนไทยเหมือนกัน

เด็กหญิงศิริพร กิจประสงค์ ใบแจ้งเกิด 97 หมู่ 6 ต.บ้านครัว อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี ปัจจุบันนี้เด็กหญิงศิริพร หรือ น้องออย อยู่บ้านเลขที่ 34 หมู่ 4 ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ.อยุธยา ในความดูแลของปู่และย่า ตามอัตภาพ ขณะนี้น้องออยอายุได้ 3 ขวบครึ่ง เป็นโรคหัวโตตั้งแต่กำเนิด จึงมีความทุกข์ทรมานมาก เพราะเป็นแผลกดทับที่หัวต้องทำแผลทุก ๆวัน ค่าอุปกรณ์ และยาก็มากพอสมควร สำหรับฐานะของปู่และย่า ทั้งยังมีค่านม ผ้าอ้อมสำเร็จรูปและอื่น ๆ อีก พ่อและแม่ของน้องออยแยกทางกัน เพราะอยู่ในวัยรุ่นทั้งคู่ ภาระจึงตกอยู่ที่ปู่กับย่า ปู่น้องออยทำงานคนเดียว (งานรับเหมา) ส่วนย่า เมื่อก่อนก็หารับจ้างทั่วไปแต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ไปรับจ้างแล้ว เพราะต้องคอยดูแลน้องออยอย่างใกล้ชิด บางครั้งน้องออยก็ต้องไปนอนโรงพยาบาลท่าเรือ เพราะอาการทุกข์ทรมานมาก จึงอยากวอนขอความช่วยเหลือมา แล้วแต่จะเมตตากรุณา ไม่ว่าจะเป็น นม , ยา , ผ้าอ้อมสำเร็จรูป , แผ่นรองหัว (โต) อุปกรณ์ของใช้สำหรับน้องออย ซึ่งค่าใช้จ่ายในการดูแลน้องออย เป็นค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละ 3500 บาท โดยมีรายละเอียดของค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังนี้

1.
ตาข่าย ราคากล่องละ 1200 บาท ใช้ได้ 15 วัน
2.
สก๊อตเทปปิดแผล ราคา 25 บาท ใช้วันละ 2 กล่อง
3.
นม
4.
น้ำเกลืออ่อน สำหรับล้างแผล
5.
ผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับรองหัว

6.
ผ้าอ้อมสำเร็จรูป

7.
ค่ารักษาพยาบาลต่าง ๆ (กรณีต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล)

ซึ่งในปัจจุบันพ่อแม่ของน้องออย แยกทางกัน น้องออย ต้องอยู่ในความดูแลของปู่ ซึ่งมีอาชีพ รับจ้าง มีรายได้เดือนละ 5600 บาท ซึ่งต้องรับภาระในการเลี้ยงดู ภรรยา ลูกซึ่งอยู่ระหว่างวัยเรียน และหลาน(น้องออย) ทำให้รายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่ายจึงอยากขอความช่วยเหลือจากท่าน โปรดช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้กับทางครอบครัวของน้องออยด้วย ท่านสามารถติดต่อช่วยเหลือได้ท ี่

ธนาคารกรุงไทย สาขาท่าลา
ชื่อบัญชี ด.ญ.ศิริพร กิจประสงค์โดยนาย โสภา กิจประสงค์

เลขที่บัญชี 136-1-20196-7

ขอความเช่วยเหลือให้แก่ เด็กหญิงศิริพร กิจประสงค์

พอดีอ่านเจอจากเมล์ที่เพื่อนส่งมาให้ครับ ใครพอช่วยได้ ช่วยเหลือกันนะครับ คนไทยเหมือนกัน

เด็กหญิงศิริพร กิจประสงค์ ใบแจ้งเกิด 97 หมู่ 6 ต.บ้านครัว อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี ปัจจุบันนี้เด็กหญิงศิริพร หรือ น้องออย อยู่บ้านเลขที่ 34 หมู่ 4 ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ.อยุธยา ในความดูแลของปู่และย่า ตามอัตภาพ ขณะนี้น้องออยอายุได้ 3 ขวบครึ่ง เป็นโรคหัวโตตั้งแต่กำเนิด จึงมีความทุกข์ทรมานมาก เพราะเป็นแผลกดทับที่หัวต้องทำแผลทุก ๆวัน ค่าอุปกรณ์ และยาก็มากพอสมควร สำหรับฐานะของปู่และย่า ทั้งยังมีค่านม ผ้าอ้อมสำเร็จรูปและอื่น ๆ อีก พ่อและแม่ของน้องออยแยกทางกัน เพราะอยู่ในวัยรุ่นทั้งคู่ ภาระจึงตกอยู่ที่ปู่กับย่า ปู่น้องออยทำงานคนเดียว (งานรับเหมา) ส่วนย่า เมื่อก่อนก็หารับจ้างทั่วไปแต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ไปรับจ้างแล้ว เพราะต้องคอยดูแลน้องออยอย่างใกล้ชิด บางครั้งน้องออยก็ต้องไปนอนโรงพยาบาลท่าเรือ เพราะอาการทุกข์ทรมานมาก จึงอยากวอนขอความช่วยเหลือมา แล้วแต่จะเมตตากรุณา ไม่ว่าจะเป็น นม , ยา , ผ้าอ้อมสำเร็จรูป , แผ่นรองหัว (โต) อุปกรณ์ของใช้สำหรับน้องออย ซึ่งค่าใช้จ่ายในการดูแลน้องออย เป็นค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละ 3500 บาท โดยมีรายละเอียดของค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังนี้

1.
ตาข่าย ราคากล่องละ 1200 บาท ใช้ได้ 15 วัน
2.
สก๊อตเทปปิดแผล ราคา 25 บาท ใช้วันละ 2 กล่อง
3.
นม
4.
น้ำเกลืออ่อน สำหรับล้างแผล
5.
ผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับรองหัว

6.
ผ้าอ้อมสำเร็จรูป

7.
ค่ารักษาพยาบาลต่าง ๆ (กรณีต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล)

ซึ่งในปัจจุบันพ่อแม่ของน้องออย แยกทางกัน น้องออย ต้องอยู่ในความดูแลของปู่ ซึ่งมีอาชีพ รับจ้าง มีรายได้เดือนละ 5600 บาท ซึ่งต้องรับภาระในการเลี้ยงดู ภรรยา ลูกซึ่งอยู่ระหว่างวัยเรียน และหลาน(น้องออย) ทำให้รายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่ายจึงอยากขอความช่วยเหลือจากท่าน โปรดช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้กับทางครอบครัวของน้องออยด้วย ท่านสามารถติดต่อช่วยเหลือได้ท ี่

ธนาคารกรุงไทย สาขาท่าลา
ชื่อบัญชี ด.ญ.ศิริพร กิจประสงค์โดยนาย โสภา กิจประสงค์

เลขที่บัญชี 136-1-20196-7

Thursday, February 07, 2008

เยี่ยมเยือน เชียงคาน เมืองริมน้ำโขง

เชียงคาน อำเภอหนึ่งในจังหวัดเลยที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศลาว ห่างจากตัวจังหวัดเลยประมาณ 50 กิโลเมตร

รายละเอียดเกี่ยวกับอ.เชียงคานจาก วิกีพีเดีย

[แก้] ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอเชียงคาน มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียง ดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับแขวงไซยะบูลี (ประเทศลาว)

ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอเมืองเลย

ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอปากชม

ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอท่าลี่

[แก้] การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอเชียงคาน แบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 8 ตำบล 78 หมู่บ้าน ได้แก่

1.

เชียงคาน (Chiang Khan)

6 หมู่บ้าน

2.

ธาตุ (That)

15 หมู่บ้าน

3.

นาซ่าว (Na Som)

15 หมู่บ้าน

4.

เขาแก้ว (Khao Kaeo)

13 หมู่บ้าน

5.

ปากตม (Pak Tom)

7 หมู่บ้าน

6.

บุฮม (Bu Hom)

10 หมู่บ้าน

7.

จอมศรี (Chom Sri)

7 หมู่บ้าน

8.

หาดทรายขาว (Hat Sai Khao)

5 หมู่บ้าน

[แก้] การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอเชียงคานประกอบด้วยองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น 9 แห่ง ได้แก่

เทศบาลตำบลเชียงคาน ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลเชียงคาน

เทศบาลตำบลเขาแก้ว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเขาแก้ว

องค์การบริหารส่วนตำบลเชียงคาน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเชียงคาน (นอกเขตเทศบาลตำบลเชียงคาน)

องค์การบริหารส่วนตำบลธาตุ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลธาตุทั้งตำบล

องค์การบริหารส่วนตำบลนาซ่าว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลนาซ่าวทั้งตำบล

องค์การบริหารส่วนตำบลปากฮม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลปากฮมทั้งตำบล

องค์การบริหารส่วนตำบลบุฮม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบุฮมทั้งตำบล

องค์การบริหารส่วนตำบลจอมศรี ครอบคลุมพื้นที่ตำบลจอมศรีทั้งตำบล

องค์การบริหารส่วนตำบลหาดทรายขาว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหาดทรายขาวทั้งตำบล

10 ชั่วโมงจากกรุงเทพมหานคร รถโดยสาร 999 วีไอพี ในที่สุดก็ถึงเชียงคาน เมืองเงียบๆ ตั้งอยู่ริมน้ำโขง ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส ทริปเชียงคานครั้งนี้ไม่ได้หวังอะไรมากครับ อยากหานอนแบบสบายๆ ไม่ต้องทำไร นอนเล่นอ่านหนังสือ เห็นในเวบพันทิพย์ เรื่องเชียงคาน เช้าอากาศเย็นสบาย เดินเล่นในตลาด เทศบาง อันพลุกพล่าน แต่ก็ไม่ถึงกับวุ่นวายเหมือนในเมืองใหญ่ๆ

หลังจากที่ได้ดื่มกาแฟ ร้อนๆ แล้วก็เดินจากตลาด เข้าสู่ถนนเลียบน้ำโขง บ้านไม้เก่าๆ เงียบๆ แต่บรรยากาศเหงาๆ ในที่สุดก็ถึงที่พักครับ เรือนแรมลูกไม้ ที่เปิดตอนแปดโมงเช้า ห้องเล็ก 300 บาทต่อคืน กับบรรยากาศที่ไม่ต้องการแอร์เลย ผมเลือกที่นี่จากเวบอีกนั่นแหละ แต่ก็ไม่ผิดหวัง พี่เหน่งเจ้าของบ้านน่ารักดี บ้านน่าอยู่ ถึงแม้ห้องน้ำจะน้อยไปสักนิด แต่โดยรวมแล้ว เหมาะแก่การผักผ่อน อย่างที่บอกไปแล้วแต่แรกว่ามาที่นี่เพื่อผักผ่อนสมอง

บ้านคนที่นี่จะเป็นบ้านไม้ สองชั้น ขนาดห้องแถวยังเป็นไม้เลย ที่นี่ผู้คนส่วนใหญ่จะเป็นคนแก่และเด็กเนื่องจากคนหนุ่มสาวไปทำงานในเมืองกันหมด เป็นเมืองเงียบสงบ ที่น่าสงสาร ใช้ชีวิตกับการเดินรอบเมือง ดูผู้คน นอนอ่านหนังสือ ใต้ต้นไม้ เป็นความสุขที่หาไม่ได้จากสังคมเมือง ผู้คนที่นี่เป็นกันเองคุยสนุกสนานมาก

ไม่ห่างจากเชียงคานมากนัก ก็จะมีแก่งคุดคู้ แก่งในแม่น้ำโขง ที่พอน้ำลดจะเห็นหิน และทางน้ำที่สวยงาม สองข้างทางไปที่แก่งคุดคู้นั้น จะมีร้านขายมะพร้าวแก้ว สินค้าขึ้นชื่อของที่นี่ ที่น่าแปลก มีขายที่แก่งคุดคู้ หาซื้อยากในตัวเมืองเชียงคาน สินค้าของเมืองเชียงคานก็จะเป็นผ้านวม ฝ้าย เนื่องจากจังหวัดเลย ปลูกฝ้ายกันเยอะ แต่เดี๋ยวนี้ ที่นอน ผ้านวมไยสังเคราะห์ ดูเหมือนจะทำให้ผ้านวมฝ้ายเริ่มหายไปทีละน้อย

ตื่นเช้ามา รอพระมาบิณฑบาตร ผู้คนที่นี่ จะออกมาใส่บาตรข้าวเหนืยว อาหารแห้งเหมือนกับที่หลวงพระบาง พระอาจจะไม่เยอะมากมายเหมือนกับที่หลวงพระบาง แต่บรรยากาศยามเช้าช่างเหมือนกันเสียทีเดียว เชียงคานเป็นเมืองพุทธ ที่ยังเป็นพุทธบริษัท ที่เลื่อมใสศรัทธา ไม่ใช่พุทธพานิชย์ เหมือนกับเมืองใหญ่อย่างเช่นกรุงเทพ

ที่นี่จะมีตำซั๊ว ส้มตำที่รวมเอาผักต่างๆ กับเส้นที่ทำจากแป้งขนมจีน แต่ทำเป็นตัวใหญ่ เหมือนกับเกี้ยมอี๋ ไก่ย่างที่นี่ก็อร่อยครับ อย่างแห้งๆ แต่เนื้อร่อนออกจากกระดู รสชาดอร่อยมากๆ ถ้าได้มาเยือนต้องลองมาดูนะครับ

สำหรับคนที่ต้องการพักผ่อน สมอง ไม่ต้องการกิจกรรมอะไรมากมาย นั่งอ่านหนังสือริมต้นไม้ เดินเล่นตามถนนริมแม่น้ำ หรือว่าจะคุยกับผู้คน ที่เชียงคานเป็นอีกที่หนึ่งที่น่าสนใจเลยทีเดียว

Tuesday, September 18, 2007

วิธีนั่งเครื่องบินให้ปลอดภัย ##เครดิต คุณ : pilot_sittipong ห้องสินธร ครับ##

จาก พันธ์ทิพย์ดอทคอมครับ อ่านเจอมา เลยเอามาทิ้งไว้ให้คนมาอ่านครับ

http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E5826903/E5826903.html

วิธีนั่งเครื่องบินให้ปลอดภัย ##เครดิต คุณ : pilot_sittipong ห้องสินธร ครับ##

ผมเห็นว่ามันน่าสนใจดีเลยเอามาฝากห้อง BP จาก ห้องสินธร ครับ เครดิตให้คุณ : pilot_sittipong แห่งห้องสินธรนะครับ
------------------------------------------------------------
วิธีนั้งเครื่องบินให้ปลอดภัยอย่างคร่าวๆนะครับ
1. พออยู่ที่ที่นั่งแล้วให้นับจากที่นั่งของตัวเองไปยังประตูทางออกที่ใกล้ที่สุดว่าอยู่ห่างกันกี่ที่นั่ง เพราะว่าเวลาเครื่องตกมันจะมีแต่ควันไฟทำให้มองไม่เห็นทางครับ
2. นั่งทางด้านหลังจะมีความปลอดภัยมากว่าด้านหน้า เพราะบริเวณปีกเครื่องบินและกลางลำตัวเครื่องเป็นถังน้ำมันครับ และด้านหลังจะไม่ต้องโดนแรงกระแทกเท่าด้านหน้าครับ
3. ทำตามคำแนะนำอย่างแคร่งครัด เพราะดูจากสาเหตุุที่เกิดขึ้นครั้งนี้มีหลายคนตายเพราะคิดว่าไม่เป็นไร เลยถอดเข็มขัดก่อนที่เครื่องจะจอดสนิดทำให้กระเด็นไปด้านหน้าของเครื่องที่ไฟลุกไหม้ (อย่าเชื่อคนที่บอกว่านั่งเครื่องบินบ่อยไม่เป็นไรหรอก คุณลองหันกลับไปถามคนที่พูดนะครับว่าถ้ารู้จริงแล้วรู้รึเปล่าว่าเครื่องบินมีกุญแจรึเปล่า)
4. ทุกครั้งที่เครื่องจะขึ้นหรือจะลงให้เปิดผ้าม่านหน้าต่่างครับเพราะจะได้รู้ว่าสถานการณ์ข้างนอกจะเป็นเช่นไร (จะได้บอกยมทูตได้ว่าตายยังไง..อิอิ)เพราะนักบินจะไม่บอกหรอครับว่าตอนนี้นักบินเองก็กลัวลงไม่ได้เช่นกัน
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผมคิดว่านักบินน่าจะพยายามนำเครื่องขึ้นต่อ (touch and go)แต่เครื่องมีความเร็วไม่พอจึงทำให้แซไปชนเนินเขาด้านข้างสนามบิน และกับตันเครื่องชาวอินโด ก็ได้แสดงความรับผิดชอบแล้วในเหตุการณ์ครั้งนี้
ปล.ขอแสดงความเสียใจแก่นักบิน,ลูกเรือ,ผู้โดยสาร และผู้รอดชีวิตครับ

ลืมไปอีกข้อครับหลังจากที่นั่งแล้วให้ลองถอดเข็มขัดโดยการหลับตาบ้างดูว่าทำได้รึเปล่าครับเพราะมันไม่เกี่ยวว่าเดินทางตอนกลางวันหรือกลางคืนครับ เพราะุถ้าเกิดอุบัติเหตุภายในเครื่องจะมีแต่ควันทำให้มองไม่เห็นครับ และทัศนะวิสัยไม่ดีไม่ขึ้นเครื่องก็ไม่ค่อยถูกครับ เพราะว่าในปัจุบันสนามบินใหญ่ๆ จะมีระบบ ILS (นำร่องเครื่องบินลงสู่สนามครับ)ปิดตายังลงได้เลย

Monday, September 17, 2007

Office 2007 Tips: Inserting Watermarks in Word 2007 Documents

Inserting Watermarks in Word 2007 Documents
From James Marshall,
Your Guide to Word Processing.
FREE Newsletter. Sign Up Now!
Using a Standard Watermark
Watermarks can help you manage your documents. For example, you can mark a document as a copy or as an original. Or, you can mark documents confidential. You can also assign a priority level, such as Urgent, to a document.

To add a watermark to your Word 2007 document, follow these steps:

1. Open the Page Layout Ribbon

2. Click the Watermark button

3. Select the watermark you would like to add to your document

Note: The watermarks are arranged by type. Use the scroll bar to view all of the available watermarks.

If you would like to customize a watermark or use an image as a watermark, you can.
This About.com page has been optimized for print. To view this page in its original form, please visit: http://wordprocessing.about.com/od/microsoftword2007/a/2007watermarks.htm

©2007 About.com, Inc., a part of The New York Times Company. All rights reserved.

.

Monday, July 09, 2007

เอาข่าวมาเสนอ จากที่เคยโพสต์ไว้ ต้อนนี้การรถไฟมีการอัพเดทเพิ่มเติม

Saturday, July 07, 2007

เรียกร้องให้โหวตว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่นาย กัณฑ์พิทักษ์ ปัจฉิมสวัสดิ์ และ นายหมูแฮม ต้องรับผิดชอบต่อสังคม

http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A5581576/A5581576.html

เรียกร้องให้โหวตว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่นาย กัณฑ์พิทักษ์ ปัจฉิมสวัสดิ์ และ นายหมูแฮม ต้องรับผิดชอบต่อสังคม

จากกระัทู้ในพันทิพย์ เรียกร้องให้
ี่นาย กัณฑ์พิทักษ์ ปัจฉิมสวัสดิ์ และ นายหมูแฮม ต้องรับผิดชอบต่อสังคม ผมเห็นด้วยครับ เนื่องจากผมคนนึงที่เป็นคนที่ใช้บริการขนส่งมวลชน ที่ไม่ซื้อรถ ไม่ใช่เพราะว่าไม่มีปัญญาซื้อ แต่ว่าผมไม่อยากสร้างปัญหาให้เกิดรถติดเนื่องจากไม่จำเป็นต้องใช้ แต่ตอนนี้ผมกลายเป็น ชนชั้นต่ำ ไร้การศึกษา เพียงเพราะว่าผมนั่งรถเมล์


คนที่มีอายุขนาดนี้ มาพูดอย่างงี้่ แสดงถึง EQ ที่ไม่ได้รับการพัฒนา หรือว่าเป็นสันดาน ความเลวของคน คนนั้นเองกันแ่น่


ใครผ่านมาลองอ่านและพิจารณากันดูนะครับ



เอาตัวอย่างกระทู้มาให้ดูครับ

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P5582240/P5582240.html#49


Thursday, July 05, 2007

หมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญมาบอกเพื่อนๆ หากเจอเหตุการณ์เฉพาะหน้า

หมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญมาบอกเพื่อนๆ หากเจอเหตุการณ์เฉพาะหน้า

แจ้งเหตุด่วน
แจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย 191 (โทรฟรี)
กองปราบปราม 1195 (โทรฟรี)
กองบังคับการตำรวจดับเพลิง 199 (โทรฟรี) 0-2246-0199
ตำรวจทางหลวง 1193 (โทรฟรี)
ตำรวจท่องเที่ยว 1155 (โทรฟรี)
ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ 1860
สถานีวิทยุชุมชน ร่วมด้วยช่วยกัน (FM 96)1677 (โทรฟรี)
ศูนย์วิทยุปอเต็กตึ้ง 24 ชม. 0-2226-4444-8
ศูนย์รับแจ้งอุบัติเหตุ 24 ชม.(มูลนิธิร่วมกตัญญู)0-2751-0951-3
ศูนย์วิทยุรามา 0-2354-6999
ศูนย์วิทยุกรุงธน 0-2451-7227-9

ข้อมูลจราจร
ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร 1197
สถานีวิทยุ สวพ.91 1644(โทรฟรี)
ศูนย์จราจรอุบัติเหตุ จส.100 *1808 (โทรฟรี เฉพาะมือถือ DTAC),1137 หรือ 0-2711-9151-8

การเดินทาง
สอบถามตารางเวลาบิน 1566
หน่อยบริการเดินทางรถไฟ 1690
รถไฟฟ้ามหานคร(ใต้ดิน)สายเฉลิมรัชมงคล 0-2354-2000
สถานีรถไฟฟ้า BTS 0-2617-6000
สถานีขนส่งสายเหนือ(หมอชิต) 0-2936-2841-8 ต่อ 311
สถานีขนส่งสายตะวันออกเฉียงเหนือ (หมอชิต) 0-2936-2841-8 ต่อ 611
สถานีขนส่งภาคกลาง (หมอชิต) 0-2936-2841-8 ต่อ 311
สถานีขนส่งสายตะวันออก (เอกมัย) 0-2391-2504
สถานีขนส่งสายใต้ (สายใต้ใหม่) 0-2434-7192

เจ็บป่วยฉุกเฉิน
หน่อยแพทย์กู้ชีพ กทม.1554
ศูนย์นเรนทร(รับแจ้งเจ็บป่วยฉุกเฉิน) 1669 (โทรฟรี)
ศูนย์ส่วกลับและรถพยาบาลกรมตำรวจ 1691

ฉุกเฉินชีวิตและสุขภาพ
ศูนย์ประชาบดี 1300
ศูนย์สวัสดิภาพเด็ก เยาวชนและสตรี 0-2282-3892
ศูนย์รับแจ้งเด็กหาย 0-2282-1815
ศูนย์รับปรึกษาปัญหาทางโทรศัพท์(สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย) 0-2713-6793
สายด่วนผู้บริโภคกับ อย. 1556
สายด่วนร้องทุกข์ สคบ. 1166
ฮอทไลน์คลายเครียด (กรมสุขภาพจิต) 1667 (โทรฟรี)
Health - Line สายด่วเพื่อสุขภาพ 0-2714-3333

ธนาคาร
สอบถามหมายเลขธนาคาร 1188
สอบถามข้อมูล อายัดบัตร ATM - บัตรเครดิต 1188

ข้อมูลดังกล่าวอาจจะเป็นประโยชน์เลยเอามาให้เพื่อนๆได้รู้เบอร์สำคัญๆไว้เล็กน้อยครับ ขอบคุณครับ

10 Landscape Photography Tips From http://www.outdooreyes.com/photo62.php3

This what's i have found on the internet and i think it 's Tip for improve your photography

10 Landscape Photography Tips

Photography and Text By Mahesh © All rights reserved.

http://www.outdooreyes.com/photo62.php3

Much of what I mention will be from a SLR point of view, but can be applicable to most camera systems where you have a good degree of manual control. These suggestions are by no means comprehensive...just a few thing to get the beginner thinking.

1. Always take a tripod (a good tripod). Yes, even on a bright, sunny day. Many times you'll want to use a very small aperture (big f number) to achieve great depth of field. Even on a relatively bright day, your shutter speed may not be fast enough at small apertures to be able to hand hold your shot. Secondly, on a day with tough lighting conditions, you may want to bracket exposure your shot. If you use a very steady tripod, you can use the timer function (or better yet, a cable release) and take 3 exposure shots, and the image won't move even a pixel. This will allow you to later combine the images and vary the opacity at different regions to achieve the "perfect" exposure to the scene. Third, I find that the tripod really makes me a better composer. I take the time to make sure the horizon is straight, the subject is well placed, avoid distracting objects, etc. Oh yes, make sure your tripod is steady. There's no worse feeling than being in front of that perfect scene with your camera on the tripod and noticing that your system is shaking a little bit because of the windy conditions.

2. Carry a cable release. The timer function on the camera is no substitute for a cable release, BTW. The cable allows you the release the shutter when YOU want to release the shutter, not 2 sec or 10 sec or 15 sec from when you want to release. The release makes it so you don't have to touch the camera at all which will definitely minimize camera shake...especially important for those longer exposure shots. As an aside, if your camera allows it, use the mirror lock up function.

3. Polarizer, neutral density filters, and graduated neutral density filters. The key to landscape photography is control of light. A polarizer will help take glare off the water and other reflective surfaces like leaves. It also gives some contrast to an otherwise flat, hazy day. A side effect (if you consider it a side effect) is the affect on the sky...will make it a darker shade of blue or even black at higher elevations. Neutral density filters will evenly stop a specified amount of light from hitting your sensor. Let's say you want to get that nice silky effect on a water fall but the day is sunny. If you just shot the image without a ND filter, you might not be able to slow down your shutter speed enough without blowing out the highlights. No problem, ND to the rescue! Grad ND filter is invaluable to the sunrise or sunset shooter. During these "golden hours", the sky is well light but the foreground (e.g., land or water) is not. The grad ND filter is dark on top and clear on bottom and there is a "gradual" transition from the dark to the clear area. Again, these filters come in different strengths. By placing the grad ND filter in front of your lens you decrease the amount of light reaching the sensor from the bright part of the scene (the sky), thereby allowing nice detail from the foreground to show through without blowing out the highlights. There are 2 types of grad ND filters, hard and soft. Hard has an abrupt transition from dark to clear and the soft has a more gentle transition. The hard would be used if you have a very flat horizon, for example like at the Grand Canyon. For an uneven horizon, the soft transition will do nicely. A word of cautions...don't get the screw on type of grad ND filters, as they invariably place the transition right at the center of the lens, exactly where you don't want it. If you're a beginner, I suggest getting a 3 stop hard and a 2 stop soft grad ND filter. All other filters are optional and I'm sure you'll experiment with them once you get these down.

4. Use a hyperfocal distance chart. Hyperfocal distance is the distance from the end of your lens you should focus at to get the maximum depth of field and still have infinity in focus (for a given f stop and focal distance combination). There are many charts and calculator available on the web. I've made an excel spreadsheet for myself. I always carry this sheet with me in my camera bag.

5. Know the weather conditions before going. Unless you own a sealed camera like the Nikon F5/D1 or Canon 1D/1V series, you'll want to protect your equipment from rain (perhaps a simple thing like a plastic bag and an umbrella).

6. Landscape = wide-angle lens. Personal preference, but many will agree with this statement.

7. Remember the 3 elements of a good landscape: foreground, midground, and background. Try to have something in these positions. This is just a rule of thumb...and you know what they say about rules...

8. If possible, try to avoid shooting in the mid-day... lots of harsh light and unflattering shadows around that time.

9. If you have a histogram function on your digital camera, use it! The LCD often gives inaccurate representation of the exposures. I rely on my histogram, not the little image of the scene I just shot to tell me my proper exposure. As a rule of thumb in digital, shoot for the highlights (as opposed to for the shadows, suggested for film). I'd rather have a slightly underexposed shot than an overexposed one in digital. Underexposed shots are much more easily corrected than an overexposed one.

10. Some people will use a digital camera first to see what kind of metering is needed to get the proper exposure, because there is instant feed back. Then they will set up their film camera with the same settings. Nifty idea, I think.

พระราชวังบางปะอิน

I read the story about Bang pa in palace. I thinking about go there on coming saturday also Ayudhaya by train.



พระราชวังบางปะอิน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


ประวัติ

มีเรื่องเล่าว่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเอกาทศรถ ยังทรงดำรงพระยศพระมหาอุปราช[2] วันหนึ่งพระองค์ได้เสด็จประพาสทางชลมารค เมื่อถึงบริเวณเกาะบางปะอิน เรือพระที่นั่งถูกพายุใหญ่พัด ทำให้เรือพระที่นั่งล่มลง สมเด็จพระเอกาทศรถทรงว่ายน้ำขึ้นไปบนเกาะนี้ ซึ่งเดิมชื่อ "เกาะบ้านเลน" และประทับอยู่กับชาวบ้าน

ในระหว่างประทับอยู่ ณ ที่นี้ สมเด็จพระเอกาทศรถได้หญิงชาวเกาะเป็นบาทบริจาริกา มีนามว่า "อิน" จึงเป็นเหตุให้คนทั่วไปเรียกเกาะนี้ต่อมาว่า "เกาะบางปะอิน" ต่อมาเมื่อพระองค์จะเสด็จกลับ พระองค์ก็ทรงพานางอินนี้กลับไปกรุงศรีอยุธยาด้วย นางอินผู้นี้จึงเป็นพระสนมในเวลาต่อมา และมีพระราชโอรสด้วยกัน เล่ากันว่าพระราชโอรสพระองค์นั้น คือ สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง[3]

เมื่อปี พ.ศ. 2175 หลังจากที่สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงขึ้นครองราชย์แล้ว พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดขึ้นตรงบริเวณนิวาสสถานเดิมของพระมารดา และได้พระราชทานนามว่า "วัดชุมพลนิกายาราม" [4] และได้สร้างพระที่นั่งองค์หนึ่งเพื่อฉลองการที่พระราชเทวีประสูติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระนารายณ์ราชกุมาร พระราชทานนามว่า "พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์" [5] พระราชวังบางปะอินจึงเป็นสถานที่ประทับของพระมหากษัตริย์ในฤดูร้อนสืบเนื่องกันมา จนกระทั่ง กรุงศรีอยุธยาได้เสียแก่พม่าเมื่อปี พ.ศ. 2310 ซึ่งทำให้พระราชวังแห่งนี้ถูกปล่อยให้รกร้างไป

พระราชวังบางปะอินกลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้ง เมื่อสุนทรภู่ได้ตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชไปนมัสการพระพุทธบาทสระบุรี ซึ่งได้เดินทางผ่านพระราชวังบางปะอิน และได้ประพันธ์ถึงพระราชวังแห่งนี้ในนิราศพระบาท ว่า [2] [6]

รำพึงพายตามสายกระแสเชี่ยว ยิ่งแสนเปลี่ยวเปล่าในฤทัยถวิล
สักครู่หนึ่งก็มาถึงบางเกาะอิน กระแสสินธุ์สายชลเป็นวนวัง
อันเท็จจริงสิ่งนี้ไม่รู้แน่ ได้ยินแต่ยุบลในหนหลัง
ว่าที่เกาะบางอออินเป็นถิ่นวัง กษัตริย์ครั้งครองกรุงศรีอยุธยา

ครั้นมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังกรุงศรีอยุธยา ประพาสผ่านพระราชวังบางปะอิน ทอดพระเนตรเห็นความร่มรื่นโดยรอบเป็นที่ต้องพระราชหฤทัย อีกทั้งยังเป็นเขตพระราชวังเก่าในสมัยกรุงศรีอยุธยา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะพระราชวังบางปะอิน โดยสร้างพระที่นั่งองค์หนึ่งเป็นที่ประทับ เรือนแถวสำหรับเจ้านายฝ่ายในหนึ่งหลัง พลับพลาริมน้ำ และพลับพลากลางเกาะ พร้อมทั้งปฏิสังขรณ์วัดชุมพลนิกายารามขึ้นใหม่ [2]

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงพิจารณาเห็นว่า บางปะอินเป็นเกาะกลางน้ำ มึความเงียบสงบ มีเส้นทางการเดินเรือได้หลายทาง สมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร และเป็นสถานที่เสด็จประพาสของพระบรมชนกนาถ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งและสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ สำหรับแปรพระราชฐานดังที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้[2]

[แก้] บริเวณพระราชวัง

พื้นที่ของพระราชวังบางปะอินนั้น แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่

[แก้] เขตพระราชฐานชั้นนอก

พระที่นั่งวโรภาษพิมาน
พระที่นั่งวโรภาษพิมาน

เขตพระราชฐานชั้นนอกนั้น เป็นบริเวณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้สำหรับการออกมหาสมาคมหรือประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วย

[แก้] เขตพระราชฐานชั้นใน

หอวิฑูรทัศนาและพระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ
หอวิฑูรทัศนาและพระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ

เขตพระราชฐานชั้นใน เป็นที่ประทับของของพระมหากษัตริย์ สมเด็จพระอัครมเหสี พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายใน และข้าบาทบริจาริกา ประกอบด้วย

[แก้] เหตุการณ์สำคัญ

[แก้] กรณีสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี

สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์
สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์

สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี ทรงเป็นพระราชธิดา ลำดับที่ 50 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมราชเทวีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2423 รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระบรมราชโองการให้จัดเรือพระที่นั่งเพื่อเสด็จประพาสพระราชวังบางปะอินพร้อมพระมเหสีทุกพระองค์ แต่เนื่องจากพระองค์ทรงติดพระราชกิจ ไม่อาจเสด็จพระราชดำเนินไปตามกำหนดได้ จึงโปรดฯ ให้เรือพระที่นั่งของพระมเหสีเคลื่อนขบวนไปก่อน ระหว่างทางนั้น เรือพระประเทียบของพระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ (พระยศขณะนั้น) ประสบอุบัติเหตุล่ม ทำให้พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์ สิ้นพระชนม์ทั้งสองพระองค์ รวมทั้งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอในพระครรภ์ (เวลานั้นทรงพระครรภ์ได้ 5 เดือน) หลังจากนั้น รัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างอนุสาวรีย์หินอ่อนขึ้น ณ พระราชวังบางปะอิน เพื่อรำลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ และพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์[7]

[แก้] การต้อนรับพระราชอาคันตุกะ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และแกรนด์ดุ๊กซาร์วิตส์แห่งรัสเซีย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และแกรนด์ดุ๊กซาร์วิตส์แห่งรัสเซีย

พระราชวังบางปะอิน ใช้เป็นที่ต้อนรับพระราชอาคันตุกะหลายพระองค์ โดยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการต้อนรับแกรนด์ดุ๊กซาร์วิตส์แห่งรัสเซีย (พระยศขณะนั้น) ณ พระราชวังบางปะอิน ในระหว่างวันที่ 20 - 24 มีนาคม พ.ศ. 2434 ซึ่งงานรับเสด็จในครั้งนั้นเป็นงานที่ใหญ่มาก จนกระทั่ง เกิดคำพูดสำหรับคนที่ทำอะไรใหญ่ ๆ โต ๆ ว่า "ยังกับรับซาร์แห่งรัสเซีย"[8]

นอกจากนี้ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ยังใช้รับรอง และพระราชทานเลี้ยงแก่พระราชอาคันตุกะ อาทิเช่น เจ้าหญิงบีทริกซ์แห่งประเทศฮอลแลนด์ เจ้าหญิงมากาเรตเต้แห่งประเทศเดนมาร์ก เจ้าหญิงเอเลน่าแห่งประเทศสเปน สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร เจ้าชายอากินิโนแห่งประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น [2]

[แก้] งานบำเพ็ญพระราชกุศลพระศพของพระองค์เจ้าศรีวิลัยลักษณ์

พระองค์เจ้าศรีวิลัยลักษณ์ กรมขุนสุพรรณภาควดี
พระองค์เจ้าศรีวิลัยลักษณ์ กรมขุนสุพรรณภาควดี

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีวิลัยลักษณ์ กรมขุนสุพรรณภาควดี ทรงเป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งประสูติก่อนที่พระองค์จะเสด็จฯ ขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ ทรงเป็นพระราชธิดาคู่ทุกข์คู่ยากของรัชกาลที่ 5 หลังจากการทรงกรมเป็น "กรมขุนสุพรรณภาควดี" ได้เพียง 1 ปี ก็สิ้นพระชนม์ [9] รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานบำเพ็ญพระราชกุศล ณ พระราชวังบางปะอิน โดยใช้พระที่นั่งไอสวรรย์ทิพยอาสน์เป็นที่ประดิษฐานพระศพ และโปรดให้จัดงานพระราชทานเพลิงพระศพ ณ วัดนิเวศธรรมประวัติ [10] ซึ่งถือเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มาก จนเป็นที่กล่าวขานในหมู่ชาววังว่า ใครไม่ได้มาร่วมงานในครั้งนี้ถือเป็นคนนอกสังคมชาววัง [2]

ในระหว่างการจัดงานพระราชทานเพลิงพระศพนั้น สมเด็จเจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร ซึ่งทรงสนิทกับพระองค์เจ้าศรีวิลัยลักษณ์มาก เกิดทรงพระประชวรและสิ้นพระชนม์ ณ พระราชวังบางปะอินนั่นเอง [11] ซึ่งในนวนิยายเรื่อง สี่แผ่นดิน ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้ไว้ว่า “เชิญพระศพพระเจ้าลูกเธอพระองค์หนึ่งขึ้นไป แล้วก็กลับต้องเชิญพระศพอีกพระองค์หนึ่งลงมา” [12]

[แก้] การพระราชพิธีอภิเษกสมรสของเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์

สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี
สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชกรุณาฯ ให้ประกอบพระราชพิธีอภิเษกสมรสของสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา (พระยศขณะนั้น) กับหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี สวัสดิวัตน์ (พระยศขณะนั้น) ในวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2461 ณ พระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน[13] ซึ่งถือเป็นพระราชพิธีอภิเษกสมรสครั้งแรก หลังจากการตรากฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการเสกสมรสแห่งเจ้านายในพระราชวงศ์ [2]

[แก้] พระราชพิธีสังเวยพระป้าย

พระที่นั่งเวหาศจำรูญ
พระที่นั่งเวหาศจำรูญ

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระป้ายพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์เป็นภาษาจีนโดยให้ประดิษฐานไว้ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระราชวังดุสิต และพระที่นั่งเวหาศจำรูญ พระราชวังบางปะอิน เพื่อบูชาบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว [14] ต่อมา ในรัชกาลที่ 7 ได้มีการสร้างพระป้ายพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถประดิษฐานไว้ ณ พระที่นั่งเวหาศจำรูญ พระราชวังบางปะอิน [2]

พระราชพิธีสังเวยพระป้ายนั้น เริ่มมีตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 การสังเวยพระป้าย ณ พระที่นั่งเวหาศจำรูญ พระราชวังบางปะอิน จะกระทำก่อนวันตรุษจีน 1 วัน ซึ่งตรงกับวันไหว้ของจีน[15] โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ มาประกอบพระราชพิธีเป็นประจำทุกปี แต่ในปัจจุบัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชวงศ์เสด็จแทนพระองค์เพื่อประกอบพระราชพิธี

[แก้] การเดินทาง

การเดินทางมายังพระราชวังบางปะอินนั้น สามารถทำได้หลายทาง เช่น การเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว ถ้ามาจากกรุงเทพฯ ให้มาตามถนนพหลโยธิน เมื่อถึงประตูน้ำพระอินทร์ ให้ข้ามสะพานวงแหวนรอบนอก หลังจากนั้น ให้เลี้ยวซ้ายบริเวณกิโลเมตรที่ 35 สู่ทางหลวงหมายเลข 308 อีกประมาณ 7 กิโลเมตรก็จะถึงพระราชวังบางปะอิน หรืออีกเส้นทางต้องผ่านเข้ามายังตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา เมื่อถึงเจดีย์วัดสามปลื้มให้เลี้ยวซ้ายซึ่งจะผ่านวัดใหญ่ชัยมงคลและวัดพนัญเชิง เมื่อถึงสถานีรถไฟบางปะอินให้เลี้ยวขวา แล้วขับไปตามทางจนถึงพระราชวังบางปะอิน

การเดินทางโดยรถโดยสารประจำทาง ถ้ามาจากกรุงเทพฯ สถานีขนส่งสายเหนือ (หมอชิต 2) นั่งรถสายกรุงเทพฯ-บางปะอิน มาลงที่บขส.บางปะอิน (สุดสาย) จากนั้นนั่งรถสามล้อเครื่องไปลงที่พระราชวังบางปะอิน[16]

นอกจากนี้ ยังสามารถเดินทางโดยรถไฟ มาลงที่สถานีรถไฟอำเภอบางปะอิน หรือเดินทางโดยรถโดยสารประจำทาง มาลงที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วต่อรถโดยสารเข้าไปยังพระราชวังบางปะอิน

[แก้] อ้างอิง

  1. พระราชวังบางปะอิน จาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 2.5 2.6 2.7 สำนักพระราชวัง, พระราชวังบางปะอิน, พิมพ์ครั้งที่ 1, พ.ศ. 2548
  3. ท่องแดนดินแห่งความงามที่ "พระราชวังบางปะอิน" ผู้จัดการออนไลน์, 19 กันยายน 2548
  4. พระราชวังบางปะอิน, สำนักพระราชวัง
  5. พระราชวังบางปะอิน : คิมหันต์อุทยานแห่งแรกขององค์ยุวกษัตริย์ ตอนที่ ๑
  6. ใน นิราศพระบาทของสุนทรภู่ เรียก "บางปะอิน" ว่า บางเกาะอิน หรือ เกาะบางอออิน
  7. พระราชประวัติ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์
  8. จากเพนียดคล้องช้างถึงรัสเซีย สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน
  9. จุลลดา ภักดีภูมินทร์, เจ้านายฝ่ายใน, สกุลไทย, ฉบับที่ 2668 ปีที่ 52 ประจำวันอังคารที่ 6 ธันวาคม 2548
  10. การพระเมรุพระเจ้าลูกเธอกรมขุนสุพรรณภาควดี ที่วัดนิเวศธรรมประวัติ, ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม ๒๑, หน้า ๘๘๒ , ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๗
  11. จุลลดา ภักดีภูมินทร์, พระราชอัธยาศัยในพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง, สกุลไทย, ฉบับที่ 2515 ปีที่ 49 ประจำวันอังคาร 31 ธันวาคม 2545
  12. จุลลดา ภักดีภูมินทร์, เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ปฐมจุลจอมเกล้า เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖ , สกุลไทย, ฉบับที่ 2669 ปีที่ 52 ประจำวันอังคาร 13 ธันวาคม 2548
  13. พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗, มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
  14. การฉลองพระป้าย ที่พระราชวังบางปะอิน,ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม ๗, หน้า ๓๒๔ , ๑๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๓
  15. พระราชพิธีสังเวย, กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม
  16. พระราชวังบางปะอิน : พระนครศรีอยุธยา เว็บไซต์ Hamanan.com